คุณจะลุยน้ำเพื่อช่วยคนที่ติดค้างในพื้นที่น้ำท่วมไหม?
โลกจะยังคงเผชิญกับสภาพอากาศเลวร้ายที่เป็นต้นเหตุทำให้เกิดอุทกภัยซึ่งคร่าชีวิตผู้คนในภูมิภาคต่าง ๆ อยู่ต่อไป และการเตรียมพร้อมป้องกันจะเป็นวิธีลดความสูญเสียที่เกิดกับชีวิตได้
นักวิทยาศาสตร์ประเมินว่าภัยธรรมชาติอย่างพายุเฮอร์ริเคน ฮาร์วีย์ ในอ่าวเม็กซิโก ซึ่งเป็นต้นเหตุทำให้เกิดดินถล่มในเมืองฮิวสตันของสหรัฐฯ หรือเฮอร์ริเคนเออร์มา ที่ถล่มเกาะทางใต้ของรัฐฟลอริดาเมื่อเดือน กันยายน และอุทกภัยครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบทศวรรษที่เพิ่งเกิดขึ้นในเอเชียใต้เมื่อกลางปีนี้ จะยังคงเกิดเพิ่มขึ้นอีกมาก การเตรียมพร้อมทั้งในระดับชาติและระดับบุคคล จะป้องกันการสูญเสียชีวิตจากอุทกภัยได้
ทั้งนี้ การเสียชีวิตจากน้ำท่วมของคนในประเทศกำลังพัฒนา ส่วนใหญ่เป็นเพราะจมน้ำตาย ซึ่งบ่อยครั้งเป็นเหตุการณ์ที่ป้องกันได้
ในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยหรือการเก็บข้าวของในบริเวณที่เกิดน้ำท่วมนั้นต้องทำด้วยความระมัดระวัง อะมานดา ริพเลย์ นักข่าวและนักเขียน เตือนว่าสมองคนเราประเมินความเสี่ยง เกี่ยวกับน้ำได้ไม่ดีเท่าไหร่ ไม่ว่าจะเป็นน้ำนิ่งหรือไม่นิ่ง คนเราอาจประเมินความลึกของน้ำได้ไม่แม่นย้ำในเวลาเดียวกันก็ไม่คุ้นชินกับพลังของน้ำที่ไหลอยู่ ที่สำคัญคนเรายังอาจประเมินขีดความสามารถของตัวเองสูงเกินไป
โดยน้ำไม่นิ่ง สูงเพียง 15 ซม. หรือประมาณข้อเท้านั้น สูงพอที่จะทำให้คนล้มลงได้ ขณะที่ระดับน้ำสูง15 ซม.ทำให้รถยนต์ แล่นผ่านไม่ได้ แต่หากสูง 30 ซม. ก็ทำให้รถยนต์ลอยได้ และหากน้ำสูง 60 ซม.ก็อาจพัดพาร่างกายของคนเราไปได้
เมื่อเดือนสิงหาคมปีนี้ ประชากรในประเทศในเอเชียใต้ 3 ประเทศ ได้แก่ อินเดีย บังกลาเทศ และเนปาล ราว 1,200 คน ต้องเสียชีวิตจากอุทุกภัยครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบ 10 ปี
การใช้เทคโนโลยีพยากรณ์อากาศและความก้าวหน้าทางวิศวกรรมอย่างการสร้างเขื่อนและพนังกันน้ำอาจช่วยลดความเสียหายจากอุทกภัยลงได้ แต่อาจเป็นทางเลือกที่มีราคาแพง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศกำลังพัฒนา
นายอัชราฟ เดวาน ผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพอากาศ ซึ่งประจำอยู่ในออสเตรเลีย บอกว่า ทุก ๆ 5 หรือ 10 ปี โลกจะต้องเผชิญกับอุทกภัยครั้งร้ายแรงที่ก่อให้เกิดความสูญเสียอย่างหนัก แต่การป้องกันความสูญเสียอาจเป็นเรื่องที่ต้องใช้ค่าใช้จ่ายสูง เขายกตัวอย่างประเทศกำลังพัฒนาอย่างบังกลาเทศ ที่ใช้งบประมาณราว 20 เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณโดยรวมในแต่ละปี ในการดำเนินโครงการพัฒนาที่เกี่ยวกับน้ำ
อีกด้านหนึ่ง ประเทศในแถบแคริบเบียนอย่างคิวบา มีบทเรียนจากโศกนาฏกรรมพายุเฮอร์ริเคนฟลอรา ที่คร่าชีวิตผู้คนไปหลายพันคนเมื่อปี 1963 ทำให้ปัจจุบันคิวบา เตรียมพร้อมรับมืออุทกภัยล่วงหน้า
เอลิซาเบธ นิวเฮาส์ ผู้อำนวยการโครงการคิวบา แห่งศูนย์นโยบายระหว่างประเทศ ย้ำว่าการปลูกฝังวัฒนธรรมการเตรียมพร้อมรับมือคือหัวใจสำคัญที่ทำให้จำนวนผู้เสียชีวิตจากอุทกภัยในคิวบาลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยหากเปรียบเทียบกับสหรัฐฯ แล้ว จะเห็นว่าคิวบามีผู้เสียชีวิตจากพายุเฮอร์ริเคน 2 คน จากทุก ๆ 1 แสนคน ขณะที่สหรัฐฯ มีผู้เสียชีวิต 15 คน จากทุก ๆ 1 แสนคน
