ชีวิตของมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลเต็มไปด้วยความรุนแรงหรือไม่ บาดแผลนี้ชี้ว่าการต่อสู้ถึงตายอาจพบได้บ่อยกว่าที่เคยคิดไว้

ที่มาของภาพ, University of Cambridge
- Author, พัลลภ โกศ
- Role, ผู้สื่อข่าวด้านวิทยาศาสตร์
- Published
- เวลาอ่าน: 5 นาที
นักโบราณคดีบอกว่ามนุษย์นีแอนเดอร์ทัลรายหนึ่งที่เสียชีวิตเมื่อ 75,000 ปีก่อน อาจถูกหอกไม้ที่เหลาจนแหลมคมแทงทะลุบริเวณหน้าอก
พวกเขากล่าวว่ารูขนาด 15 มิลลิเมตรที่พบบนกระดูกสะบักในถ้ำแห่งหนึ่งในดินแดนเคอร์ดิสถานของอิรัก อาจเป็นหลักฐานที่เก่าแก่ที่สุดของความรุนแรงถึงชีวิตที่เกี่ยวข้องกับอาวุธชนิดนี้
จากมุมของบาดแผลและหลักฐานอื่น ๆ นักวิจัยเชื่อว่าหอกพุ่งเข้าสู่หน้าอกของบุคคลดังกล่าวและทะลุผ่านร่างกาย ซึ่งน่าจะสร้างความเสียหายต่อปอดและเส้นเลือดหลัก ก่อนจะทะลุออกทางกระดูกสะบักด้านซ้าย ทิ้งร่องรอยเป็นรูที่เรียกได้ว่าเกือบสมบูรณ์แบบ
งานวิจัยชิ้นนี้เป็นหลักฐานล่าสุดที่บ่งชี้ว่าสังคมของมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลนั้นอาจเผชิญกับความรุนแรงมากกว่าที่เคยเชื่อกันก่อนหน้านี้
มนุษย์นีแอนเดอร์ทัลเป็นมนุษย์เผ่าพันธุ์หนึ่งที่สูญพันธุ์ไปเมื่อราว 40,000 ปีก่อน พวกเขาอาศัยอยู่ในพื้นที่กว้างใหญ่ทั่วยุโรป รวมถึงเอเชียตะวันตกและเอเชียกลาง และบางช่วงเวลาก็อาศัยอยู่ร่วมพื้นที่กับมนุษย์เผ่าพันธุ์ของเรานั่นคือโฮโมเซเปียนส์ (Homo sapiens)
ชิ้นส่วนกระดูกของมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลที่ได้รับบาดเจ็บรายนี้ถูกพบในถ้ำแห่งหนึ่งในดินแดนเขตเคอร์ดิสถานของอิรัก นอกจากกระดูกสะบักซ้ายแล้วยังพบกระดูกมือขวา ซี่โครง 3 ซี่ และฟันบางส่วนของนีแอนเดอร์ทัลคนดังกล่าวด้วย
เอ็มมา พอเมอรอย ผู้เขียนหลักของงานวิจัยจากภาควิชาโบราณคดี มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ บอกว่าร่องรอยรูบนกระดูกสะบักอาจเป็นหลักฐานเก่าแก่ที่สุดของ "ความรุนแรงระหว่างบุคคลที่ถึงแก่ชีวิต" ซึ่งเกิดจากการใช้หอกไม้
"การแทงที่ทำให้เสียชีวิตครั้งนั้นอาจเป็นการมุ่งโจมตีหัวใจอย่างจงใจ" เธอกล่าวกับบีบีซีนิวส์

ที่มาของภาพ, BBC Studios/Jamie Simonds/PA Wire
นักโบราณคดีเรียกชิ้นส่วนที่ค้นพบดังกล่าวว่า "ชานิดาร์ เอ" (Shanidar A) ซึ่งตั้งชื่อตามถ้ำที่ค้นพบชิ้นส่วนชิ้นนี้ โดยที่นั่นมีการค้นพบซากมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลอย่างน้อย 10 ราย จากการขุดค้นในถ้ำดังกล่าวในช่วงทศวรรษ 1950
ตามคำกล่าวของโพเมอรอย บาดแผลดังกล่าวน่าจะเป็นหลักฐานชิ้นแรกที่แสดงถึงการใช้หอกไม้ปลายแหลมในแถบตะวันออกกลางยุคก่อนประวัติศาสตร์
"รอยแตกแบบนี้ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นได้เองตามธรรมชาติ เพราะมันเป็นรูที่กลมมาก" เธอกล่าว "การทดลองด้วยหอกไม้จำลองที่ทำขึ้นใหม่ ก่อให้เกิดรูลักษณะกลมบนกระดูกที่คล้ายกันมาก"
อย่างไรก็ตาม เธอกล่าวว่ายังไม่อาจยืนยันได้แน่ชัดว่าเป็นความรุนแรงระหว่างบุคคลเพราะมันอาจเป็นกรณีอุบัติเหตุจากพวกเดียวกันเองหรือบาดแผลที่เกิดขึ้นระหว่างการล่าสัตว์ก็เป็นได้
ทว่า ศ.คริส สตริงเกอร์ แห่งพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติในกรุงลอนดอน ซึ่งไม่ได้มีส่วนร่วมในงานวิจัยนี้ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีนิวส์ว่า การถูกโจมตีโดยศัตรูเป็นคำอธิบายที่น่าเชื่อถือมากกว่า
"นักวิจัยยังเปิดความเป็นไปได้ว่ากรณีนี้อาจเกิดจากอุบัติเหตุระหว่างการล่าสัตว์หรือความรุนแรงระหว่างบุคคล แต่ในมุมมองของผม อย่างหลังดูมีความเป็นไปได้มากกว่า เมื่อพิจารณาจากตำแหน่งและความรุนแรงของบาดแผล" เขากล่าว
การค้นพบครั้งนี้ชวนให้นึกถึงการค้นพบก่อนหน้านี้ในถ้ำแห่งเดียวกันเมื่อปี 1957 ครั้งนั้นเป็นการค้นพบชิ้นส่วนมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลอีกรายหนึ่งที่มีชีวิตอยู่ในช่วงหลังราว 50,000 ปีก่อน ซี่โครงของบุคคลดังกล่าวมีร่องรอยบาดแผลที่สมานตัวไปบางส่วนแล้ว ซึ่งนักโบราณคดีเชื่อว่าน่าจะเกิดจากหอกปลายหิน
เราไม่อาจทราบได้แน่ชัดว่ามนุษย์นีแอนเดอร์ทัลเหล่านี้ได้รับบาดเจ็บจากเพื่อนร่วมกลุ่มระหว่างการล่าสัตว์หรือถูกสังหารโดยคู่แข่ง แต่กรณีเหล่านี้ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของหลักฐานที่ยังมีไม่มากนักแต่มันมีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าความรุนแรงระหว่างมนุษย์อาจพบได้บ่อยกว่าที่คิด และมีประวัติย้อนกลับไปไกลกว่าที่แวดวงวิทยาศาสตร์ยอมรับในปัจจุบัน
"ผมมองว่าหลักฐานที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เหล่านี้ น่าเสียดายที่มันเป็นข้อบ่งชี้ว่าความรุนแรงระหว่างบุคคลหยั่งรากลึกอยู่ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ของมนุษย์" ศาสตราจารย์สตริงเกอร์กล่าวกับบีบีซีนิวส์

หลักฐานชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่งคือการศึกษาที่เผยแพร่ในปี 2022 เกี่ยวกับกะโหลกศีรษะของมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลยุคแรกจากภาคเหนือของสเปนที่พบในแหล่งโบราณคดีที่เรียกว่า "หลุมกระดูก" (Pit of Bones) ซึ่งบ่งชี้ว่าความรุนแรงถึงชีวิตเกิดขึ้นเมื่อราว 430,000 ปีก่อน
นักวิจัยพบบาดแผลที่ศีรษะซึ่งสมานตัวแล้ว 57 แห่งในบุคคล 20 ราย มี 9 รายที่กะโหลกร้าวซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต และมี 6 รายที่มีบาดแผลลักษณะคล้ายรอยแทงบริเวณด้านหลังศีรษะด้านซ้าย
เนื่องจากบาดแผลเหล่านี้เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ในตำแหน่งที่แทบจะเหมือนกัน นักวิจัยสรุปว่าร่องรอยความเสียหายดังกล่าวน่าจะเกิดจากการจงใจกระทำมากกว่าจะเป็นอุบัติเหตุ โดยกะโหลกศีรษะชิ้นหนึ่งมีบาดแผลสองแห่งซึ่งน่าจะเกิดจากวัตถุชิ้นเดียวกัน
ผลการศึกษาจากหลุมกระดูกไม่ได้แสดงว่าทุกคนในประชากรกลุ่มนี้มีพฤติกรรมรุนแรงเป็นปกติ แต่เป็นหลักฐานหนักแน่นว่ามีการฆ่ากันเกิดขึ้นซ้ำ ๆ ในหมู่ผู้คนเหล่านี้เมื่อหลายแสนปีก่อน
เป็นเวลาหลายทศวรรษที่นักโบราณคดีจำนวนมากเชื่อมโยงจุดเริ่มต้นของสงครามที่มีการจัดตั้งอย่างเป็นระบบเข้ากับการทำเกษตรกรรม เพราะมันเป็นช่วงที่ผู้คนเริ่มตั้งถิ่นฐานถาวรและแข่งขันกันเพื่อแย่งชิงที่ดิน ปศุสัตว์ และแหล่งเสบียงอาหาร
แต่หลักฐานจากกลุ่มนักล่าและเก็บของป่าในยุคก่อนหน้า รวมถึงญาติร่วมสายวิวัฒนาการของมนุษย์ที่เก่าแก่ยิ่งกว่า ได้แสดงให้เห็นว่าการสังหารระหว่างบุคคลเกิดขึ้นก่อนการทำเกษตรกรรมมาเป็นเวลานานมาก
ประเด็นที่ยังเป็นข้อถกเถียงทางวิทยาศาสตร์อยู่ในขณะนี้คือความรุนแรงดังกล่าวเกิดขึ้นบ่อยครั้งเพียงใด และการโจมตีที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราวได้พัฒนาไปเป็นความขัดแย้งและสงครามระหว่างกลุ่มต่าง ๆ ในลักษณะที่มีการจัดตั้งขึ้นอย่างเป็นระบบได้อย่างไร
งานวิจัยนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารไซเอนทิฟิค รีพอร์ตส์ (Scientific Reports)































